วันแรก โว๊ะ!
ทำไมปวดหัวอย่างนี้นะ คอก็เริ่มจะแข็ง ก็คิดว่าคงจะปวดหัวธรรมดา เลยกินยาแก้ปวด
ไมเคิล: ไปหาหมอมั้ย แมว
จริยา : ไม่ไปอ่ะ เค้ายังทนได้
ไมเคิล:
ทำไมดื้ออย่างนี้นะ เลี้ยงยากจริงเชียวลูกคนนี้
วันที่สอง อร๊าย ปวดมากขึ้นเริ่มจะหันไม่ได้แระ แถมยังแรดไปกินข้าวกับเพื่อนที่เคยทำงานด้วยกัน
ตามด้วยช็อปปิ้งต่อ เกรงใจน้องที่บอกว่า “เราต้องไปช่วยเค้า clearance นะคะพี่” กลับบ้านนี่ปวดหัวอย่างแรงกินยาแก้ปวดก็ไม่หายคอแข็งหลังก็เจ็บหันไม่ได้เลย
วันที่สาม เช้ามานี่เจ็บเหมือนหัวจะระเบิดคอแข็งหลังก็ปวด
ยาแก้ปวดไม่ได้ช่วยอะไรเลย
ไมเคิล: ไปหาหมอมั้ยแมว
จริยา: เดี๋ยวเค้าจะขึ้นรถไฟฟ้าไปหาหมอที่เปาโลหรือไม่ก็พญาไทนะคะ
ไมเคิล: ถ้ามีอะไรโทรหานะครับ
ไมเคิล: ถ้ามีอะไรโทรหานะครับ
จริยา : ไม่ต้องห่วงค่ะ เค้าไปได้
ไปทำงานเถอะค่ะ
ก่อนจะอาบน้ำเห็นฝุ่น
คิดว่าดูดฝุ่นก่อนดีกว่าขี้เกียจจาม ทำไปทำมา หัวเริ่มจะปวดขึ้นเรื่อย ๆ โว๊ะ
หันนี่ไม่ได้แล้วหลังก็เริ่มปวด เลยเอาวะ ฝุ่นแกอยู่ตรงนี้ก่อนนะ
เดวชั้นจะกลับมาจัดการกับแก แต่งตัวเสร็จ อั๊ยหยาไม่ไหวแล้วตรู ขอล้มตัวลงไปนอนก่อนนะ
เที่ยงไมเคิลโทรมา
ไมเคิล: How are you meow? Did you go to the
hospital? เป็นไงแมว หาหมอยัง
จริยา : Meow, I am
not OK. I cannot walk; feeling like my head is going to explode and I am really
in pain. ยังไม่ได้ไปค่ะ เดินไม่ได้แล้ว หัวจะระเบิด เจ็บมว้าก
ไมเคิล: I am going
back to take you to the hospital wait there (น้ำเสียงตกใจ) รออยู่นั่นเดี๋ยวจะออกจากออฟฟิตไมเคิลจะพาไป
โรงพยาบาล
อธิบายอาการให้คุณหมอno1ฟังว่า ปวดหัวมากเหมือนจะระเบิดคอแข็ง
หลังปวด คุณหมอเช็คอาการเสร็จ บอกว่าหมอคิดว่าอาการเช่นนี้น่าจะเป็น Meningitis
ไมเคิลทำหน้าตกใจ ส่วนเราคิดในใจ “มันคือโรคอะไรวะ
ตรูมิเคยได้ยิน” เลยถามว่าคือโรคอะไรหมอก็บอกเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
หลังจากนั้นก็โดนเจะเลือดเอาไปทดสอบโน่นนี่นั่น ผลออกมาเม็ดเลือดขาวสูงผิดปกติ
ส่อไปในแนวอักเสบจากแบคทีเรีย คุณหมอแนะนำให้เจาะหลัง เราก็ อร๊ายเจาะหลัง
เคยได้ยินมาว่าเจ็บ เลยขอตัดสินใจ กลางคืนความเจ็บไม่ได้หายไปไหนเลยถึงแม้จะได้ยาแก้ปวดอย่างแรงแล้ว
แอบถามคุณพยาบาล
จริยา :เจาะหลังเจ็บมั้ยคะ
คุณพยาบาล: เจ็บค่ะ
วันที่สี่ คุณหมอน่าจะเริ่มเครียดแล้วและบอกว่าโรคนี้เป็นโรคที่อันตรายมากถ้าสาเหตุมาจากแบคทีเรียนี่หนักมาก
มีคนไข้คนนึงปวดหัวอยู่สองวันมาหาหมอ แต่หมอไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ คุณหมอให้ทางเลือกสองทาง อันแรก ทำ MRI
เพื่อดูว่าสมองบวมหรือไม่ อันที่สอง
เจาะหลัง
จริยา :เจาะหลังเจ็บมั้ยคะ
คุณหมอno1: ไม่เจ็บครับ แต่หลังจากเจาะต้องนอนหงายนิ่ง ๆ 8 ชั่วโมง
จริยา: ทางเลือกไหนที่ทำแล้วรู้เลยค่ะ ม้วนเดียวจบอ่ะค่ะ
คุณหมอno1: เจาะหลังครับ
ก็เลยตัดสินใจว่าเจาะก็เจาะว่ะ แป๊บนึงคุณพยาบาลเข้ามาขอตรวจ HIV เราก็โว๊ะ ตรวจทำไมอ่า เพิ่งตรวจก่อนไมเคิลจะรับงานปัจจุบัน
หลังจากมาอ่านในตอนหลังถึงได้รู้ว่าสาเหตุอีกอย่างที่เป็นโรคนี้คือ เอดส์ ค่ะ
อั๊ยย่ะล่ะก่ะ! หลังจากนั้นแป๊บ คุณหมอno2 เข้ามาดูอาการเลยแอบถามว่าเจาะหลังเจ็บมั้ย ก็บอกว่าเจ็บค่ะ อืมมมมมม
ก่อนที่จะโอนย้ายไปห้องเจาะ คุณพยาบาลพูดว่าถ้าเจ็บว่าคุณหมอเลยนะคะ ส่วนไมเคิลก็พูด แมวหมออ่ะไม่เจ็บเพราะเป็นคนเจาะนะครับ (เราก็อืม ให้กำลังใจได้ดีมากนะไอ้แมว)
ก่อนเจาะคุณหมอก็ฉีดยาชา รู้สึกเจ็บแปล๊บ หลังจากนั้นก็เจาะหลัง อึ๊ย เจ็บตึ๊บ ขานี่รู้สึกแปล๊บ ๆ oh gosh เจ็บว่ะใช้เวลาประมาณ 20 นาที ระหว่างเจาะคุณหมอก็ชวนคุย
ก่อนเจาะคุณหมอก็ฉีดยาชา รู้สึกเจ็บแปล๊บ หลังจากนั้นก็เจาะหลัง อึ๊ย เจ็บตึ๊บ ขานี่รู้สึกแปล๊บ ๆ oh gosh เจ็บว่ะใช้เวลาประมาณ 20 นาที ระหว่างเจาะคุณหมอก็ชวนคุย
คุณหมอno1: เก่งนะครับทนปวดหัวอยู่ได้ทั้งสามวัน
จริยา: ไม่ชอบหมอ ไม่ชอบหาหมอไม่ชอบเลยค่ะ
คุณหมอno1: ทำไมล่ะครับ
จริยา: มาก็เป็นอย่างนี้อ่ะค่ะ ไม่ชอบบบบ
คุณหมอno1: หมอที่โรงพยาบาลนี้เก่งที่สุดในโลกเกี่ยวกับโรคนี้นะครับ
อืมม ความดันในสมองสูงกว่าปกตินะครับ น้ำจากสมองก็ไม่ใส แต่ผมก็ยังไม่อยากฟันธง
ต้องเอาไปตรวจก่อนนะครับว่าเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบรึเปล่า
ซึ่งจะรู้ผลในวันรุ่งขึ้น
เจาะเสร็จคุณหมอบอกให้นอนเฉย ๆ 8 ชั่วโมง ห้ามตะแคงห้ามลุกขึ้นฉี่ เราก็โว๊ะ ปวดฉี่ทำไงละเนี่ย
พระเจ้าช่วยกล้วยทอด คืนนั้นก็นอนปวดหัวเพราะยังให้ยาไม่ได้ต้องรู้ก่อนมามาจากสาเหตุอะไร
แต่จิตใจยังโอเคนะคะ
บทที่สอง เป็น Meningitis (เยื่อหุ้มสมองอักเสบ) แน่แล้ว จะตามมานะคะ
บทที่สอง เป็น Meningitis (เยื่อหุ้มสมองอักเสบ) แน่แล้ว จะตามมานะคะ
No comments:
Post a Comment